สำนวนนี้ เอาไปคัดลอกบอกต่อๆกันไป คงไม่มี ใครว่าหรอกนะครับ.

สำนวนนี้ เอาไปคัดลอกบอกต่อๆกันไป คงไม่มี ใครว่าหรอกนะครับ.

สุดยอดวิชาโจร

 

21 มิ.ย. 2564 05:01 น.

 
 
 
 
ไม่ว่าท่านเคยอ่านผ่านตา เรื่อง ห้าวิทยายุทธ์อันเป็นสุดยอด วิชามหาโจรมากี่สำนวน ผมขอยืนยัน สำนวนจากหนังสือ ตูน ปรัชญาเต๋า ที่ สุรัติ ปรีชาธรรม โชติช่วง นาดอน แปล เหนือกว่า
 
นอกจากมีการ์ตูนฝีมือไช่จื้อจง ประกอบคำบรรยายกระชับสั้น แต่ได้เนื้อหาทั้งด้านลึกด้านกว้าง หนังสือเล่มนี้ รวมอยู่ในชุดสี่เล่ม ที่ยังมีตูนปรัชญาพุทธ ตูนปรัชญาขงจื๊อ ตูนปรัชญาเซน พิมพ์ตามขนบหนังสือจีน จากขวาไปหาซ้าย ผมใช้ตอนแรกๆ ขัดมือขัดตาอยู่บ้าง จนมาถึงตอนนี้คุ้นแล้ว
 
ไล่เรียงจากสารบัญ อยู่ในชุด “จวงจื๊อ” ชื่อเรื่องกระแทกใจ มหาโจร ก็มีธรรมะ เปิดเรื่องด้วยภาพ โจรเด็กตัวเล็กกระจ้อย สงสัยในมหานครโจร มีโจรยอดฝีมือแยกเป็นก๊กก๊วนอยู่นับไม่ถ้วน เหตุไฉน “ฯพณฯ มหาโจรจื๋อ” รูปร่างอ้วนล่ำ ปากกว้างเคราหนา คิ้วหนา ตาดุ จึงถูกชูมือเป็นหัวหน้า
 

“ขอบังอาจถาม หมู่โจรมีธรรมะหรือไม่?” “มีแน่นอน” คำถามนี้จี้หัวใจ มหาโจรหันขวับตอบ ในมือถือดาบโค้ง เหมือนเต้งพ้งในนิยายกำลังภายใน ขายดีในไทยรัฐ ที่ น.นพรัตน์ แปลสี่สิบปีที่แล้ว

 

ข้อที่ 1 มหาโจรสามารถประมาณทรัพย์สมบัติในเรือน นี่คือปรีชาธรรม

ข้อที่ 2 เมื่อเข้าไปปล้นทรัพย์สมบัติ มหาโจรเป็นคนแรกที่บุกเข้าไป นี่คือวีรธรรม

ข้อที่ 3 เมื่อกอบโกยทรัพย์สมบัติเสร็จแล้ว มหาโจรเป็นคนสุดท้ายที่ออกมา นี่คือครรลองธรรม

ข้อที่ 4 การประเมินสถานการณ์ว่า ไม่ควรลงมือ นี่คือปัญญาธรรม

ข้อที่ 5 การแบ่งทรัพย์สมบัติอย่างยุติธรรม นี่คือมนุสสธรรม

อธิบายห้ายอดวิทยายุทธ์มหาโจรจบ มหาโจรจื๋อ ปักปลายดาบลงพื้น ยกนิ้วชี้ขวาชี้ขึ้น แล้วสรุปเสียงดังว่า “ถ้าไม่อาจปฏิบัติตามกฎห้าข้อนี้ ก็ไม่อาจเป็นมหาโจรได้”

 

เรื่องมหาโจรจื๋อ เท่าที่เคยอ่าน จบแค่นี้ ก็นับว่าสะใจ บางคนถึงตาค้าง แต่ ไช่จื้อจง ยังมีตอนต่อ เขาเขียนภาพปัญญาชน คนแก่ หนวดยาว คิ้วขาว มือซ้ายยกป้าย “คนดี” พูดเป็นปรัชญา

“คนดีหากไร้ธรรมแห่งปราชญ์ ก็ไม่อาจเป็นคนดี” ภาพช่องต่อมา เป็นมหาโจรเคราดำ ขัดดาบที่หลัง ยกป้าย “คนเลว” พูดว่า “คนเลวหากไร้ธรรมแห่งปราชญ์ ก็ไม่อาจเป็นคนเลว”

อ่านถึงตอนนี้ว่าลึกซึ้งซับซ้อน โปรดอ่านต่อไป “แต่ในโลกนี้ มีคนดีน้อยกว่า ดังนั้นธรรมะของปราชญ์ จึงทำลายโลกมากกว่า สร้างคุณประโยชน์”

ถึงการ์ตูนช่องสุดท้าย โจรเด็กผู้ตั้งคำถาม มือขวายกป้ายรูปร่าง เหมือนติ้วสั่งประหารของท่านเปา ในท่วงท่าบรรลุธรรม แล้วรำพึง “ครรลองธรรม นำไปปกป้องตัวเอง คนเลว หากไม่ช่วงใช้ครรลองธรรมของปราชญ์ ก็ไม่อาจเป็นมหาโจรได้”

อ่านตอนนี้แล้ว ยังไม่เข้าใจ ผมขออธิบายด้วยเรื่องเดียวกันที่อ่านมาก่อน ตอนขงจื๊อขึ้นเขาไปคารวะมหาโจรจื๋อ ชักชวนให้เปลี่ยนเมืองโจร เป็นมหานคร มหาโจรจื๋อ ตอบตอนหนึ่งว่า

 

 

“ข้าใช้ดาบโจร ปล้นฆ่าคนมามาก แต่ก็น้อยกว่าพวกเจ้ามหานครที่ยึดอำนาจประกาศกฎหมาย พวกนี่ฆ่าและทำลายคนได้มากกว่ามหาโจรอย่างพวกข้าหลายเท่า”

 

เป็นไง อย่างที่ผมเกริ่นไหม? เรื่องมหาโจรจื๋อ สำนวนนี้ อ่านสนุกกว่าสำนวนไหนๆ เอาไปคัดลอกบอกต่อๆกันไป คงไม่มี ใครว่าหรอกนะครับ.

กิเลน ประลองเชิง

 
  • รัก
    4
  • ฮ่าฮ่า
    5
  • ว้าว
    5
  • เศร้า
    4

3 ความเห็น

 
ICT

อนาคตของการธนาคาร ที่อาจไม่เหลือ ‘ธนาคาร’ ในอนาคต

ไทยรัฐออนไลน์
Premium Contentเนื้อหาพิเศษสำหรับสมาชิกไทยรัฐออนไลน์เท่านั้น สมัครสมาชิก

21 มิ.ย. 2564 09:11 น.

 
 
  • เทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้ธนาคารมีโฉมหน้าที่ทันสมัย แต่หัวใจของการทำธุรกิจ ที่แสวงหากำไรจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย
  • ก้าวต่อไปของธนาคาร คือการให้บริการอย่างไร้ตัวตน หรือเทรนด์ ‘การธนาคารล่องหน’ (invisible banking) ซึ่งหมายถึงเราจะใช้บริการธนาคารโดยที่เราไม่รู้ตัว
  • บริษัทเทคโนโลยีพยายามเข้ามาทดแทนตัวกลางอย่างธนาคาร โดยเสนอทางเลือกทั้งผลตอบแทนที่สูงกว่าหรือค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า เช่น ระบบการชำระเงินที่คิดค่าบริการเพียง 0.1 เปอร์เซ็นต์ นับว่าน้อยมากหากเทียบกับค่าธรรมเนียมธนาคารในอัตราประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์
  • สิ่งที่น่ากังวลสำหรับธนาคาร ไม่ใช่สกุลเงินเข้ารหัสที่ไร้ผู้ควบคุมอย่างบิตคอยน์ แต่เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง
  • “บริการธนาคารเป็นสิ่งจำเป็น ส่วนธนาคารนั้นไม่ใช่”

    วาทะดังกล่าวเป็นของ บิล เกตส์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ แต่หลายคนอาจแปลกใจหากรู้ว่าเขาแสดงความเห็นนี้ตั้งแต่ปี 1998 ช่วงเวลาที่อินเทอร์เน็ตยังเชื่องช้า โทรศัพท์มือถือไม่ใช่สิ่งแพร่หลาย และโลกยังไม่รู้จักอุตสาหกรรมฟินเทค จึงยากจะจินตนาการว่าคำกล่าวของเขาจะกลายเป็นความจริงได้อย่างไร

    จนปัจจุบัน หลายคนก็ยังจินตนาการไม่ออกว่า โลกที่ไร้ธนาคารพาณิชย์จะหน้าตาเป็นเช่นไร เพราะไม่ว่าหันไปทางไหนในเมืองใหญ่ เราก็ยังเห็นสาขาธนาคารอยู่แทบทุกหัวมุมถนน ซึ่งเป็นสิ่งบ่งบอกกลายๆ ว่า ธนาคารยังคงมีบทบาทสำคัญ คนจำนวนไม่น้อยยังต้องไปรอทำธุรกรรมที่ธนาคารเป็นประจำ ไม่ต่างจากซื้ออาหารเข้าบ้าน บริษัทอาศัยธนาคารเพื่อจ่ายเงินเดือน ชำระเงินคู่ค้าและสารพัดเจ้าหนี้ สาขาธนาคารยังเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ของชีวิตใครหลายคนในวันที่ตัดสินใจลงหลักปักฐานกู้เงินมาซื้อบ้าน หรือขอสินเชื่อเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย

    นับตั้งแต่มนุษยชาติรู้จักเงินตรา ไม่ว่าจะอยู่ในรูปเปลือกหอย โลหะ ทองคำ ธนบัตร หรือเงินดิจิทัล ประชาชนก็แสวงหาบริการเพื่อฝากเงินเหลานั้นอย่างปลอดภัย ผู้จัดการธนาคารทุกยุคทุกสมัยก็ทราบดีว่า เงินฝากเหลานั้นจะไม่ถูกถอนออกไปพร้อมกันในวันเดียว นั่นหมายความว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ธนาคารจะต้องเก็บเงินทั้งหมดไว้กับตัว และสามารถปล่อยสินเชื่อบางส่วนเพื่อสร้างรายได้ดอกเบี้ย

    ระบบมาตรฐานเช่นนี้มีชื่อเรียกว่า "การเก็บเงินสดสำรองบางส่วน" (fractional reserves) ซึ่งธนาคารยังคงยึดถือจวบจนปัจจุบัน แต่ระบบนี้ก็มีจุดอ่อน เพราะทำให้ธนาคารพาณิชย์กลายเป็นสถาบันที่ไร้ความมั่นคงตามธรรมชาติ พร้อมจะพังทลายทุกเมื่อหากเจอกับพิษเศรษฐกิจที่ทำให้ลูกหนี้ผิดนัดชำระจำนวนมาก หรือผู้ฝากตัดสินใจมาถอนเงินพร้อมกัน

    วิกฤติการเงินนำมาซึ่งกฎเกณฑ์การกำกับดูแลฉบับใหม่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับสถาบันการเงิน โฉมหน้าธนาคารเปลี่ยนแปลงไปมากหากเทียบกับสองศตวรรษก่อน เทคโนโลยีใหม่ๆ เปิดโอกาสให้ทำธุรกรรมอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่เสียค่าธรรมเนียม เงินสดถูกลดบทบาทในชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับตราสารทางการเงินอย่างเช็คที่กลายเป็นเรื่องล้าสมัย ธนาคารทั่วโลกยกระดับสู่การเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ โดยในปีที่ผ่านมาธนาคารที่ใหญ่ที่สุด 1,000 แห่งทั่วโลกมีสินทรัพย์รวมกันถึง 128 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งมากกว่าจีดีพีของทุกประเทศทั่วโลกรวมกันเสียอีก

    เทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้ธนาคารมีประสิทธิภาพสูงขึ้นพร้อมโฉมหน้าที่ทันสมัย แต่ความจริงแล้วหัวใจของการทำธุรกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อยจากวันแรกของสถาบันการเงิน คือการแสวงหากำไรจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ ธนาคารกำลังเผชิญกับคู่แข่งจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ความท้าทายใหม่ในแวดวงการลงทุนและการจัดหาเงิน การมาถึงของสกุลเงินเข้ารหัส รวมถึงภัยคุกคามที่หลายคนอาจมองข้ามนั่นคือเงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยรัฐ

    นี่คือการ ‘ดิสรัปชัน’ (disruption) ที่อาจทำให้ธนาคารพาณิชย์เป็นธุรกิจ ‘เกินจำเป็น’ ในอนาคต

ธนาคารล่องหน

ก่อนการมาถึงของอินเทอร์เน็ต ธนาคารทุกสีทุกแบรนด์ต่างเร่งขยายสาขาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่มีศักยภาพ ลูกค้าต่างต้องแวะเวียนมาธนาคารเพื่อทำธุรกรรม ไม่ว่าจะเป็นออมเงิน ลงทุน หรือขอสินเชื่อ แต่ปัจจุบันสาขาที่ขยายไว้มากมายกลับทำให้ธนาคารเสียเปรียบคู่แข่ง เพราะต้องแบกรับต้นทุนทั้งค่าสถานที่ ค่าพนักงาน และการรักษาความปลอดภัย ในขณะที่ลูกค้ารุ่นใหม่มองว่าการไปทำธุรกรรมที่ธนาคารเป็นเรื่องล้าสมัย เกิดเป็นเทรนด์ ‘ลดสาขา’ ของแทบทุกธนาคารในไทย แต่ก็คืบหน้าไปอย่างเชื่องช้าเต็มที

แต่ธนาคารยุคใหม่ยังจำเป็นต้องมีสาขาอีกหรือ?

คำตอบคือไม่จำเป็นครับ เทคโนโลยีดิจิทัลเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ทำให้เราสามารถใช้บริการทางการเงินผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนได้โดยแทบไม่ต้องก้าวขาออกจากบ้าน ประเทศไทยเองก็เริ่มได้เห็นก้าวแรกของธนาคารรูปแบบใหม่ที่ไร้สาขาอย่าง TMRW ที่ผู้บริโภคสามารถเปิดบัญชี สมัครบัตรเครดิต และบริหารทุกอย่างในโลกออนไลน์เพราะ TMRW ไม่มีสาขาให้บริการ

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนจากรูปแบบออฟไลน์สู่ออนไลน์เป็นเพียงก้าวแรก เพราะก้าวต่อไปของธนาคารคือการให้บริการอย่างไร้ตัวตนหรือเทรนด์ ‘การธนาคารล่องหน’ (invisible banking) ซึ่งหมายถึงเราจะใช้บริการธนาคารโดยที่เราไม่รู้ตัว

เทรนด์ที่น่าจับตาคือการทำให้ธนาคารเป็นบริการหนึ่ง (Banking as a Service) โดยผนวกรวมเอาธนาคารเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าหรือบริการอื่นๆ เช่น ธนาคารอาจจับมือกับสายการบินเพื่อให้ลูกค้าสามารถขอสินเชื่อในระหว่างการจองตั๋วเครื่องบินบนเว็บไซต์โดยที่ไม่ต้องยุ่งยากสลับหน้าจอไปมาระหว่างผู้ให้บริการทั้งสองเจ้า หรือแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์อาจเสนอให้มีการผ่อนชำระสินค้าโดยที่ธนาคารเป็นผู้บริหารจัดการความเสี่ยง

นอกจากนี้ ธนาคารสามารถปรับตัวเข้ากับ Internet of Things (IoT) หรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อให้อุปกรณ์เหลานั้นสามารถตัดสินใจทำธุรกรรมอัตโนมัติแทนผู้ใช้งาน เช่น การเติมเงินใส่รถยนต์เพื่อจ่ายค่าทางด่วนหรือค่าน้ำมันแบบอัตโนมัติ หรือการฝังธนาคารเข้าไปในระบบสั่งการด้วยเสียง เช่น ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Alexa หรือ Siri เพื่อบริหารจัดการเงินในชีวิตประจำวัน หรือขอคำแนะนำด้านการลงทุน

แม้ว่าบางแนวคิดอาจจะฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ในปัจจุบัน แต่อย่าลืมว่าหากย้อนกลับไปเมื่อสองทศวรรษก่อนก็คงไม่มีใครเชื่อว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดถึงขั้นที่สามารถย่อส่วนคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ให้อยู่ในรูปโทรศัพท์สมาร์ตโฟน

 

 

บริษัทเทคโนโลยี คู่แข่งหน้าใหม่ในวงการธนาคาร

ธนาคารเคยเป็นผู้ให้บริการทางการเงินเพียงหนึ่งเดียวในตลาด ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก บัตรเครดิต สินเชื่อ ประกัน หรือคำแนะนำด้านการลงทุน แต่ธุรกิจที่เคยเป็นฐานที่มั่นของธนาคารกำลังเผชิญกับภัยคุกคามใหม่ คือเหลาบริษัทเทคโนโลยีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่พร้อมใช้อำนาจเหนือลูกค้าและแรงจูงใจด้านค่าธรรมเนียมมาช่วงชิงส่วนแบ่งจากธุรกิจหลักของธนาคาร

ตัวอย่างความสำเร็จ เช่น AliPay ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเนื่องจากเหลาผู้ซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์ม Alibaba ไม่มีช่องทางการชำระเงินที่สะดวกและปลอดภัย แรกเริ่มเดิมที Alipay เป็นเพียงบัญชีพักเงินที่จะโอนให้กับผู้ขายสินค้าหลังจากที่ผู้ซื้อยืนยันการรับสินค้า ก่อนจะพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันสำหรับสมาร์ตโฟนโดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือการใช้ QR Code เพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระเงินในปี 2011 ระบบดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างยิ่งจนขึ้นแท่นบริษัทผู้ให้บริการระบบชำระเงินอันดับหนึ่งของโลกโดยคิดค่าบริการเพียง 0.1 เปอร์เซ็นต์ต่อธุรกรรม นับว่าน้อยมากๆ หากเทียบกับค่าธรรมเนียมมหาโหดของธนาคารในอัตราประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์

ฟินเทคจำนวนไม่น้อยก็พยายามเข้ามาทดแทนตัวกลางอย่างธนาคารโดยเสนอทางเลือกทั้งผลตอบแทนที่สูงกว่าหรือค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า เช่น แพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Lending (P2P Lending) หรือการทำธุรกรรมสินเชื่อแบบบุคคลต่อบุคคลซึ่งเปลี่ยนสินเชื่อเป็นสินค้าสำหรับวางจำหน่าย โดยผู้กู้สามารถระบุเป้าหมายของการกู้เงินดังกล่าว เช่น นำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เรียนหนังสือ ซื้อรถยนต์ หรือเริ่มต้นธุรกิจ ส่วนผู้ให้กู้ก็สามารถเลือกได้ว่าจะลงทุนกับใครโดยพิจารณาถึงความเสี่ยงและผลตอบแทนที่จะได้รับ

อีกแพลตฟอร์มหนึ่งที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือ Wise บริษัทที่ตั้งใจลดค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านระบบธนาคารหรือผู้ให้บริการอื่นๆ ที่ทั้งเชื่องช้าแล้วยังราคาแพงระยับ ระบบของ Wise จะใช้วิธีจับคู่ความต้องการโอนเงินของคนสองกลุ่มในสองประเทศ โดยมีค่าธรรมเนียมถูกกว่าการโอนเงินแบบเดิมสูงสุดถึง 7 เท่าตัว

หน้าที่ของธนาคารในการจัดหาเงินให้กับโครงการใหม่ๆ หรือธุรกิจสตาร์ทอัพก็กำลังถูกแทนที่ด้วยการระดมทุนจากมวลชน (Crowdfunding) โดยการขายไอเดียที่น่าสนใจบนแพลตฟอร์มอย่าง Kickstarter ซึ่งได้รับความนิยมจากคนทั่วโลกจวบจนปัจจุบัน แถมโครงการที่เข้ามาขอเงินทุนนั้นก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ชุดชั้นใน เกม ไพ่ทาโรต์ ไปจนถึงสารคดีคนไร้บ้านสำหรับเด็ก

คู่แข่งที่น่ากังวลของวงการธนาคารจึงไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์รายอื่น แต่เป็นบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพที่พร้อมจะใช้ทุกความได้เปรียบเพื่อเอาชนะเจ้าตลาดเดิม

การถือกำเนิดของสกุลเงินดิจิทัล

หลังวิกฤติซับไพรม์เมื่อราวหนึ่งทศวรรษก่อน เอกสารลึกลับชื่อว่า Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System ความยาวเพียง 9 หน้าโดยผู้แต่งนามสมมติถูกเผยแพร่ในวงแคบๆ และเป็นต้นกำเนิดของ ‘บิตคอยน์’ สกุลเงินเข้ารหัสสกุลแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนประมวลผล ความโดดเด่นของเทคโนโลยีดังกล่าวคือการทำธุรกรรมได้แบบไม่ต้องอาศัย ‘บุคคลที่สามซึ่งได้รับความไว้วางใจ’ โดยหนึ่งในนั้นคือธนาคาร

นั่นหมายความว่าหากในอนาคตบิตคอยน์กลายเป็นเงินสกุลหลัก ธนาคารแบบที่เรารู้จักก็แทบหมดความจำเป็น

ปัจจุบันมูลค่าของบิตคอยน์ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบทั่วโลกนั้นมากกว่ามูลค่าของเงินบางสกุลเช่นดอลลาร์แคนาดา แต่โอกาสที่บิตคอยน์จะมาเป็นสกุลเงินหลักกลับมีน้อยมาก เนื่องจากราคาที่ผันผวนจนไม่มีใครกล้าหยิบมาจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน เวลาที่ใช้ในการประมวลผลธุรกรรมก็แสนจะช้า อีกทั้งสกุลเงินดังกล่าวยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย และไม่มีรัฐบาลใดรองรับ

แต่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับธนาคารไม่ใช่สกุลเงินเข้ารหัสที่ไร้ผู้ควบคุม แต่เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรง นำหน้าโดยประเทศจีนที่เริ่มให้ประชาชนราวหนึ่งแสนคนทดลองใช้แอปพลิเคชันกระเป๋าสตางค์ของรัฐที่มีเงิน “หยวนอิเล็กทรอนิกส์” ซึ่งมีค่าเทียบเท่ากับธนบัตรกระดาษ ขณะที่สหภาพยุโรปคาดว่าจะดันเงินสกุลยูโรฉบับดิจิทัลภายใน 5 ปีข้างหน้า ส่วนธนาคารกลางอังกฤษและสหรัฐอเมริกาก็แสดงท่าทีสนใจแนวคิดดังกล่าว

หากธนาคารกลางตัดสินใจเปลี่ยนเงินธนบัตรสู่เงินดิจิทัลแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าธนาคารกลางจะเป็นผู้ดูแลเงินในบัญชีของประชาชนทุกคนในประเทศโดยไม่ต้องพึ่งพาธนาคารพาณิชย์อีกต่อไป นี่คือการพลิกโฉมหน้าระบบการเงินที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน แต่มีข้อกังวลคือธนาคารจะมีขนาดที่ใหญ่โตมโหฬาร อีกทั้งอำนาจการตัดสินใจปล่อยสินเชื่อให้กับใครในปริมาณเท่าใดจะย้ายจากมือธนาคารพาณิชย์สู่ธนาคารกลางโดยปริยาย นับเป็นฝันร้ายของนักเศรษฐศาสตร์ที่ต้องการลดบทบาทภาครัฐไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรสำคัญอย่างสินเชื่อ

ยุคดิจิทัลทำให้ธนาคารต้องปรับตัวขนานใหญ่ ทั้งการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของลูกค้าผ่านความร่วมมือกับบริษัทนอกภาคการเงิน และต้องเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่อย่างบริษัทเทคโนโลยีที่คล่องตัวและต้นทุนต่ำกว่า แต่ต่อให้ธนาคารจะอยู่รอดจากสองกระแสการเปลี่ยนแปลงได้ ก็อาจต้องเผชิญกับการพลิกโฉมหน้าระบบการเงินครั้งใหญ่เมื่อธนาคารกลางตัดสินใจออกสกุลเงินดิจิทัลของตัวเองและดึงเงินฝากออกจากธนาคารพาณิชย์

คงไม่มีใครตอบได้ว่าการธนาคารในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า ‘ธนาคาร’ อาจกลายเป็นนวัตกรรมที่ล้าสมัยในอนาคต.

อ่านเพิ่มเติม:
The future of banking
Bank of 2030: Transform boldly
The digital trends disrupting the banking industry in 2021

  • รัก
    4
  • ฮ่าฮ่า
    4
  • ว้าว
    4
  • เศร้า
    6
 
619

ธนาคารเดียวนี้อยู่รูปแบบเงินคริปโทแล้วดอกเบี้ยที่จ่ายให้ส่วนลดราคาสินค้ายิ่งเอาเงินเข้าสู่ระบบ Digital เยอะเท่าไรก็ยิ่งได้ส่วนลดในการซื้อมากเท่านั้นเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยในธนาคารที่ 0.3% ช่างน้อยนิดซะเหลือเกิน

  • รัก
    4
  • ฮ่าฮ่า
    3
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    7
 
3 ส

‘การธนาคารล่องหน’

02

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    6
  • เศร้า
    5