โทนี ยกมือไหว้ 3 ป. บอกพอได้แล้ว อยู่ 7 ปีแต่ปัญหา ถึงเวลาคนรุ่นใหม่เป็นนายกฯ

โทนี ยกมือไหว้ 3 ป. บอกพอได้แล้ว อยู่ 7 ปีแต่ปัญหา ถึงเวลาคนรุ่นใหม่เป็นนายกฯ

โทนี ยกมือไหว้ 3 ป. บอกพอได้แล้ว อยู่ 7 ปีแต่ปัญหา ถึงเวลาคนรุ่นใหม่เป็นนายกฯ
 

โทนี ยกมือไหว้ 3 ป. บอกพอได้แล้ว อยู่ 7 ปีแต่ปัญหา ถึงเวลาคนรุ่นใหม่เป็นนายกฯ

เมื่อเวลา 20.02 น. วันที่ 12 ตุลาคม นายทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี วู้ดซัม อดีตนายกฯ ได้ร่วมสนทนาในรายการ CareTalk x Care Clubhouse ครั้งที่ 17 ในหัวข้อ “7 ปีพัง ขออีก 5 ปีคงพินาศ ฮัลโลคนไทยไว้ใจประยุทธ์ได้หรือ?”

ยังสับสน จะเปิดประเทศยังไง

ในช่วงต้น โทนี ได้กล่าวถึงประเด็นที่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าจะเปิดประเทศว่า ตอนที่ผมบอกว่าผมจะเปิดประเทศใน 180 วัน ผมมีเงื่อนไขนะ คือต้องฉีดวัคซีนถึง และวัคซีนต้องมีคุณภาพ ไม่งั้นภูมิคุ้มกันก็จะต่ำ นอกจากนี้ต้องจัดการสาธารณสุขให้ดีกว่านี้ เตรียมยาเฟสต่อไป แต่วันนี้รัฐบาลบริหารแบบ เช้าชามเย็นชาม ไม่ได้เร่งสปีด แล้วพอถึงเวลา 120 วันก็มาเปิด

“นายกฯจะเปิดประเทศ โดยเลือก 10 ประเทศก่อน ก็พยายามดูว่าเขาใช้หลักอะไรคิด จะเปิดก็คือต้อง 1.เอาจำนวนนักท่องเที่ยว 2. เอาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และ 3.จะให้คนมาเมืองไทยได้เยอะๆ โดยไม่สนใจอย่างอื่นแล้ว ดูเรื่องความปลอดภัยประกอบ พอมาดูทั้ง 3 หลักนั้น ไม่มีเลย อย่างอเมริกาคนก็ยังติดเยอะ จีนติดน้อยแต่กลับไปเขาก็ต้องกักตัว อังกฤษ ก็ไม่รู้ว่าเพราะเขาเพิ่งยกเราออกหรือเปล่า ส่วนยูเออีนี่ ติดเชื้อวันละร้อยกว่า ไปเมืองไทยก็ใช้เงินเยอะ แตไม่เห็นอยู่ในลิสต์ สงสัยกลัวคนมาเยี่ยมผม ไม่รู้ใช้หลักอะไร เราต้องอย่าเลียนแบบ ต้องเป็นตัวของตัวเอง หากเราต้องการนักท่องเที่ยว ก็ต้องให้ฉีดวัคซีนให้ครบ ตรวจพีซีอาร์ไม่เจอ โอกาสเจอเชื้อก็น้อยมาก ปัญหาคือ เรานี่หละ จะติดกันเอง เพราะฉีดวัคซีนน้อย และภูมิคุ้มกันต่ำ”

โทนี กล่าวต่อว่า สรุปแล้ว ก็คือเปิดแต่เหมือนไม่ค่อยพร้อม 10 ประเทศไม่มีหลักคิด กระทรวงการต่างประเทศและหมอ ควรมาคุยกัน มันต้องเลือกประเทศให้ถูก ไม่งั้นก็ไม่ต้องเลือกเลย ใช้วิธีหลักสากลเลย อย่างยุโรปมีประเทศห้ามน้อยมาก คือให้ฉีดวัคซีน 2 เข็ม ผลพีซีอาร์เป็นลบ ก็พอ อย่างสวิตเซอร์แลนด์ นักท่องเที่ยวกลับไปมากกว่าก่อนมีโรคระบาดด้วยซ้ำ หากจัดการดี การท่องเที่ยวก็กลับมาเร็ว

“หากอยากได้มากจะได้น้อย ถ้าคิดจุกจิก จะทำให้เราเสียโอกาส นักท่องเที่ยวตอนนี้เขาแพลนแล้วว่าจะไปไหน ของเราถ้ายังมีปัญหา ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ก็จะเสียโอกาส บทความชิ้นหนึ่งเขาบอกว่า ไทยจะเปิดประเทศ แต่ยังฟังดูแล้วเป็น cocktail of confusion คือเป็นส่วนผสมของความสับสน คำนี้แรงมาก ฝั่งนั้นพูดที คนนั้นพูดที แต่วันนี้นายกฯออกมาพูดเองแล้ว”

แซะนายกฯ เรื่องง่ายๆยังทำไม่สำเร็จ

โทนี กล่าวต่อว่า นายกฯ อยู่มา 7 ปี บอกขอเวลาอีกไม่นาน และจะขออีก 5 ปี สรุปไม่นานหรอ 5 ปีแรกนี่มีอำนาจล้นเหลือ เป็นรัฏฐาธิปัตย์ คุมทั้ง บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ อยากทำไรก็มีคนทำกฎหมายให้ พอรัฐบาลเลือกตั้งก็ได้ 250 ส.ว.ที่วางไว้สืบทอดอำนาจเชิญเข้ามา 7 ปี ยังทำอะไรไม่ได้เลย ทำเรื่องง่ายๆก็ไม่สำเร็จ สปีชที่ท่านอ่าน กับตัวท่าน เหมือนคนละคนเลย สปีชไปอย่าง ท่านไปอย่ง ท่านไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดท่านต้องทำหรอ เลยไม่รู้ว่าตกลงทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ที่แน่ๆ เศรษฐกิจพังไปแล้ว หนี้ครัวเรือนพุ่ง งบประมาณก็ขาดดุล ถ้าหนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ ความน่าเชื่อถือก็ตก

“ความน่าเชื่อถือต่างประเทศเราตก ท่านไม่ได้ไปเยือนประเทศต่างๆ เพราะความรู้สึกของเขามองว่าท่านเป็นเผด็จการ ถ้าเราไม่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ ก็ยาก ผมเห็นใจกระทรวงต่างประเทศนะ เพราะสภาพบ้านเราเป็นเผด็จการจริงๆ ตรงนี้ ในกอสซิบเวทีระหว่างประเทศ เริ่มพูดว่า ตะวันตก เริ่มไม่แฮปปี้กับสิ่งที่เกิดขึ้น จับเด็ก 11 ขวบ บังคับเด็ก 14 รับสารภาพยิงตำรวจ เขารู้หมด และกลับไปคุยที่เฮด ควอเตอร์เขา เขาจะเริ่มคืบ กระซิบขอไทยว่าอย่าทำแบบนี้ จากเบาและก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ที่ได้ยินมา”

อยู่มา 7 ปี มีแต่ปัญหา

ทั้งนี้ โทนี ได้เปิดเผยถึงปัญหาต่างๆ ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Rule of Law ที่ไม่ว่าใครอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็ผิดทุกเรื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ สำคัญยิ่งในโลกทุนนิยม องค์กรอิสระต่างๆไม่อิสระ หรือจะเป็นเรื่องยาเสพติด ที่เจริญเติบโตมาก เพราะว่าไม่มีเงินก็ไปเดินยา , เกษตรกร น่าสงสาร ขายข้าว 1 กิโลกรัมได้ 5 บาท แต่มาม่าซองละ 6 บาท วันนี้รัฐบาลไม่ได้สนใจคนตัวเล็กตัวน้อย มีแต่กู้เงินมาแจกหาเสียง ไม่ได้คำนึงถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ปลายเหตุ ไม่ทันเทคโนโลยีโลก

นอกจากนี้ โทนี ยังพูดถึงปัญหา ระบบราชการ ที่กลายเป็นรัฐราชการ ประชาชนต้องไปไหว้ขอ และมีการยัดใต้โต๊ะ รวมไปถึงเรื่องระบบสาธารณสุข ที่นายกฯไปพูดที่สหประชาชาติ ว่า 30 บาท ดีอย่างไร นั่นผลงานไทยรักไทย ที่ท่านไปคุยว่ายอดเยี่ยม ท่านบริหารพังไปเรียบร้อยแล้ว ระบบพังหมด รวมไปถึงเรื่องการศึกษา ที่พาเด็กย้อนยุค และไม่ฟังเด็ก

“รัฐบาลบริหารไม่เป็นยุทธศาสตร์ คิดอะไรไม่เป็นองค์รวม อย่างเรื่องเปิดประเทศ ก็ไปเลียนแบบตรงนั้น ฟังตรงนี้ คิดองค์รวมไม่ได้ หลักคิดไม่มี 7 ปี สุดแสนจะแย่ที่สุด ทรมาณที่สุดของคนไทย”

โดยโทนี ยังได้หยิบยกเอาวาทะ และสุนทรพจน์ของนายกฯในหลายครั้ง ที่ไม่ได้ทำตามเช่นนั้น อาทิ การบอกว่า “จะเปิดโอกาสให้เยาวชนมามีส่วนร่วม ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี” ซึ่งโทนีกล่าวว่า แล้ววันนี้เป็นไง คฝ.ยิงเด็ก ผมบอกให้ไปพูดกับเด็ก ก็ไม่พูด ถ้าไปพูดกับเด็กเหมือนที่พูดแบบนี้ ก็จบแล้ว

 

ยกมือไหว้รุ่นน้อง ลาออกเถอะ

โทนี กล่าวว่า หากท่านจะอยู่ ท่านต้องเปลี่ยนวิธีคิด แต่ท่านอยู่ได้ไม่นานหรอก ผลงานแบบนี้ พฤติกรรมแบบนี้ ท่านเรียนรู้แต่ไม่ได้เอามาใช้ หากเรียนรู้แล้วมาแก้น่าจะดีขึ้น จะมาขอ 5 ปี ขอพลิกโฉมประเทศไทย คำว่าพลิกโฉม ผมเคยใช้ตอนปี 46 ที่คุณจำลองให้ผมไปปราศรัยหาเสียง วันนี้สภาพัฒน์ใช้คำว่าพลิกโฉม ผมไม่แน่ใจว่าท่านจะอยู่พลิกโฉมได้หรือเปล่า เพราะท่านทำให้ประเทศเสียโฉมมาเยอะแล้ว จะไปพลิกยังไง

“ยกมือไหว้เลย ยกมือไหว้รุ่นน้อง พอเถอะท่าน เสียดายบ้านเมือง ให้คนรุ่นใหม่มาทำเถอะ เรามันแก่แล้ว เรามันเบบี้บูมเมอร์ ไม่เข้าใจหรอกว่าเด็กรุ่นหลังคิดยังไง ขนาดผมอ่านหนังสือเยอะ ผมยังว่าผมเข้าใจไม่ลึกซึ้งพอ ท่านนี้ไม่เลย 7 ปีนี่มาได้พิสูจน์ 3 ป.ท่าน ตกยุคหมดแล้ว พอแล้ว”

และว่า ที่พูดเพราะผมมีส่วนตั้งพวกท่านมาทั้งนั้น เป็นบาปกรรมผม เล่นกันอย่างงี้ รักษาเก้าอี้แต่บ้านเมืองพัง วันนี้เบบี้ บูมเมอร์อย่านั่งเป็นนายกฯเลย พอแล้ว ให้เจนเอ็กซ์เจนวาย ทำเถอะ ฝากไว้ เอาแค่นี้ วันนี้สังคมเสียหายไปเยอะ เห็นแก่บ้านเมืองเถอะ เปลี่ยนนายกฯ เหอะ ต้องรุ่นใหม่

“ผู้นำ ต้องมีผู้นำ มีสมองคิด ไม่ใช่ทำงานเป็น routine แล้วมาบอกว่าผมผิดอะไร ก็ผิดที่ไม่เก่งอะ ผู้นำต้องเก่ง ไม่งั้นบ้านเมืองไปไม่ได้ ท่านเก่งได้ ถ้าเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ท่านต้องเข้าใจภาพรวมทั้งหมด และกล้าเป็นเจ้าภาพ แต่นี่ท่านเล่นรวมอำนาจ แล้วสั่งไม่เป็น” โทนี กล่าว

 

ในช่วงท้ายของการสนทนา ผู้สนทนารายหนึ่งได้ถามว่า จากโครงการของหน่วยงานหนึ่งที่อยากจะพัฒนาไปดวงจันทร์ จึงอยากถามว่าส่ง 3 ป.ไปก่อนได้หรือไม่ โทนี กล่าวว่า การเดินทางไปอวกาศต้องแข็งแรง ต้องอยู่ในที่จำกัด ต้องกินอาหารเม็ด มันต้องแข็งแรงพอสมควร ผมไม่เชื่อว่า 3 คน โดยเฉพาะลุงป้อมจะไปไหว

โทนี ยกมือไหว้ 3 ป. บอกพอได้แล้ว อยู่ 7 ปีแต่ปัญหา ถึงเวลาคนรุ่นใหม่เป็นนายกฯ (matichon.co.th)

  • รัก
    4
  • ฮ่าฮ่า
    4
  • ว้าว
    3
  • เศร้า
    6

2 ความเห็น

 
ICT

‘เพื่อไทย’ เด็ดขาด!ลงมติท่วมท้น ตะเพิด ‘ศรัณย์วุฒิ-พรพิมล’ พ้นพรรค มีผลทันที

'พรรคเพื่อไทย' มีมติท่อมท้นตะเพิด ‘ศรัณย์วุฒิ-พรพิมล’ พ้นพรรคมีผลทันทีวันนี้ ปมแหกมติให้ร้ายพรรค ชี้มีเวลา 30 วัน หาสังกัดพรรคใหม่ ระทึกเจอ ส.ส.หญิงผลตรวจ ATK เป็นบวก

12 ตุลาคม 2564

16:40 น.

 

เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พท. แถลงว่าที่ประชุมร่วมระหว่างกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.มีมติขับ ส.ส. พ้นพรรค 2 คนประกอบด้วย (1) นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ มีมติขับพ้นพรรคด้วยคะแนน 131 เสียง ไม่เห็นด้วย 2 เสียง บัตรเสีย 2 เสียง และ (2) นางพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี มีมติขับพ้นพรรคด้วยคะแนน 34 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียงให้มีผลตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค.เป็นต้นไป สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ต้องแจ้งให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบผลการลงมติ ขณะที่นายศรัณย์วุฒิและนางพรพิมล ต้องหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติ ไม่เช่นนั้นจะพ้นสมาชิกภาพ ส.ส.

 

นายประเสริฐ ชี้แจงว่า กรณีนายศรัณย์วุฒิ ที่ถูกขับพ้นพรรคมาจากพฤติการณ์กล่าวหาพรรคและผู้บริหารของพรรคด้วยการแถลงต่อสื่อมวลชนหลายครั้งติดต่อกัน อันมีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค เป็นการทำลายภาพลักษณ์และชื่อเสียงของพรรค ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพรรคอย่างร้ายแรง การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ.2561 ข้อ 19 (3) และ (8) และเป็นการกระทำผิดวินัยและจริยธรรมของการเป็นสมาชิกพรรคตามข้อบังคับพรรคข้อ 113 (3) และ (5)

 

ส่วนกรณีของนางพรพิมล มีพฤติการณ์ฝักใฝ่พรรคการเมืองอื่น ไม่ยืดมั่นในเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของพรรค อีกทั้งเป็นการกระทำผิดซ้ำสองในพฤติการณ์เดียวกัน ซึ่งพรรคเคยมีมติลงโทษไปแล้ว ตามคำสั่งพรรคเพื่อไทย ที่ 0045/2563 ลงวันที่ 4 ก.พ. 63 ซึ่งการฝักใฝ่พรรคการเมืองอื่นของนางพรพิมล ถือเป็นการผ่าฝืนข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ.2561 ข้อ 19 (3) และ (7) และถือเป็นการกระทำผิดวินัย และจริยธรรมของการเป็นสมาชิกตามข้อบังคับพรรคข้อ 113(2) (3) และ (12)

นายประเสริฐ กล่าว ในการประชุมร่วมกันระหว่างกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.จำนวน 143 คน มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียง 135 คน ซึ่งตามข้อบังคับพรรคต้องใช้เสียง 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิก คือ 108 คน ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทย เคยเปิดโอกาสให้ชี้แจงแต่นายศรัณย์วุฒิ และนางพรพิมล ไม่เข้าชี้แจง ส่วนกรณี ส.ส.คนอื่นพรรคได้สอบสวนแล้วเห็นว่าสามารถชี้แจงเหตุผลได้

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนการประชุม พรรคเพื่อไทยได้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยชุดตรวจเอทีเคกับผู้ร่วมประชุมทุกคน ซึ่งมีรายงานว่านางมุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส.ขอนแก่น มีผลตรวจเป็นบวก จากนั้นส่งตัวนางมุกดา ไปตรวจหาเชื้อโควิดอย่างละเอียดอีกครั้งด้วยวิธี RT-PCR ที่ รพ.พระราม 9 โดยนายประเสริฐ กล่าวว่าในการประชุมนางมุกดา ยืนอยู่ห่างเพื่อน ส.ส.ท่านอื่น เนื่องด้วยมาตรการทางสาธารณสุขในการเว้นระยะห่าง

.... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/367703/

  • รัก
    4
  • ฮ่าฮ่า
    6
  • ว้าว
    4
  • เศร้า
    6
คุณรู้สึก ถูกใจ
 
ICT

ใบตองแห้ง : 6 ตุลาที่ดินแดง

ใบตองแห้ง 6 ตุลาที่ดินแดง ตำรวจปิดล้อมจับกุมเยาวรุ่นทะลุแก๊ซ บุกขึ้นแฟลต (khaosod.co.th)

9 ต.ค. 2564-08:09 น.

คอลัมน์ ใบตองแห้ง

 

6 ตุลาที่ดินแดง

ตำรวจปิดล้อมจับกุมเยาวรุ่นทะลุแก๊ซ บุกขึ้นแฟลตดินแดงยามวิกาลยันเช้า ไม่ให้สื่อเข้าสังเกตการณ์ คุมตัวทั้งผู้ใหญ่และเยาวชน 73 คน พอมีตำรวจนายหนึ่งโดนยิง ก็ยกระดับมาตรการขี่ช้างปิดซีลควานหาตัว “คนร้าย”

เห็นใจตำรวจที่โดนยิง แต่เขาเป็นเหยื่อของใคร

ดีเท่าไหร่ตำรวจยังไม่ประโคมข่าวมีคลังแสงที่ดินแดง แบบ 6 ตุลามีอุโมงค์ที่ธรรมศาสตร์ แล้วใช้อาวุธปราบปรามอย่างรุนแรง กระนั้น โฆษก บช.น.ก็ยกระดับถ้อยคำว่า นี่ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ แต่เป็น “อาชญากรรม”

ใครกันแน่ใช้ความรุนแรงตลอดปีกว่าที่ผ่านมา ม็อบชุมนุมโดยสงบ ก็อ้างฉุกเฉินโควิดใช้รถฉีดน้ำแก๊สน้ำตากระสุนยางเข้าสลาย ม็อบมีแกนนำถูกจับ ยัดข้อหา ไล่ประยุทธ์=ใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวาย ในที่สุดก็เกิดม็อบไม่มีแกนนำ ไปบ้านประยุทธ์ คฝ.ใช้กำลังสกัดกั้นหน้าตู้คอนเทนเนอร์ ใช้ความรุนแรงโดยอ้าง “ปืนจ่อหัว” เป็นหลักสากล ยิงแก๊สน้ำตากระสุนยางตรงตัว จับได้แล้วรุมกระทืบทุบตี

ด้วยความโกรธแค้น ก็กลายเป็น “ทะลุแก๊ซ” วัยรุ่นมอเตอร์ไซค์ที่ไม่มีแกนนำ แยกตัวออกจากม็อบราษฎร “ทะลุฟ้า” คาร์ม็อบ มารวมตัวกันทุกวันที่ดินแดง เพื่อท้าทายตำรวจ ไล่ประยุทธ์ โดยมีอุปกรณ์เช่นพลุไฟ ระเบิดปิงปอง หนังสติ๊ก

พอเป็นทะลุแก๊ซ ซึ่งเท่าที่สื่อไปสัมภาษณ์ เป็นลูกคนหาเช้ากินค่ำเดือดร้อนจากโควิด ไม่ใช่เด็กมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เด็กมัธยมโรงเรียนหัวกะทิ ตำรวจก็ยิ่งได้ใจ ทำเหมือนปราบเด็กแว้น ถีบรถมอเตอร์ไซค์ล้ม ขับปาดหน้าให้ล้ม บาดเจ็บช่างหัวมัน ไล่จับไล่ยิงกระทั่งรถผ่านไปมา ประชาชนที่จะกลับบ้าน แล้วไม่รู้ใครใช้อันธพาลที่เลี้ยงไว้มาก่อกวน ยิงม็อบ จนเด็ก 15 โคม่า (ไม่เห็นประยุทธ์ ประวิตร มาแสดงความเสียใจ)

สื่อไทยก็เป็นไปด้วย บางสำนักก็เรียก “โจ๋” หรือ “มวลชนที่ก่อเหตุวุ่นวาย” ยิ่งด้อยค่าเอื้อให้ตำรวจใช้กำลัง กรรมการสิทธิจัดเวทีรับฟัง ก็พับเพียบ “เป็นกลาง” ระหว่างวัยรุ่นถูกกระทำกับตำรวจอำนาจล้นมือ

ถ้ายังติดอยู่ในทัศนะม็อบต้องพับเพียบเรียบร้อย “โดยสงบ” ถูกกระทำต้องไม่ตอบโต้ ยอมให้ทุบตีทำร้ายยอมให้จับยอมให้ฆ่า ก็ไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์ ไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน ไม่เข้าใจ 6 ตุลา หรือฝ่ายประชาธิปไตยพม่า ที่ถูกเข่นฆ่าแล้วเข้าป่าจับปืน

พูดก็พูดเถอะ ถ้าหลัง 6 ตุลานักศึกษาไม่เข้าป่า จนกองกำลัง พคท.แผ่ขยาย ไล่ยิงทหารตำรวจ อส. ชนชั้นปกครองก็คงไม่ยอมปรับตัว ไม่ปล่อย 18 ผู้ต้องหา ไม่มีเลือกตั้ง ไม่กลับสู่ประชาธิปไตยครึ่งใบ รัฐบาลหอยปกครอง 12 ปี

ปัญหาม็อบดินแดงจึงเป็นเรื่องการเมือง ที่ไม่สามารถแก้ด้วยการทหารนำการเมือง ยิ่งปราบยิ่งเจ็บแค้น ประชาชนยิ่งเกลียดตำรวจ ตำรวจยิ่งเกลียดม็อบ อย่างที่ทนายเล่า ตำรวจไม่ยอมให้พบผู้ถูกคุมตัวที่ สน.ดินแดง ทั้งที่เขามีสิทธิ แล้วก็มีตำรวจนอกเครื่องแบบผลักอกทนาย ให้อวัยวะ ด่าว่ามายุ่งอะไร

นี่คือสันดานตำรวจไทย ใช้อำนาจปราบปรามละเมิดสิทธิ พอบอกว่า “ผิดกฎหมาย” ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ “เป็นอาชญากรรม” จะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้ ไม่ยอมรับสิทธิผู้ถูกกล่าวหา ซ้ำยังใช้วิธียัดข้อหา เช่นอั้งยี่ซ่องโจร ผิดคนเดียวเหวี่ยงแหทั้งกลุ่ม

ตำรวจรุ่นใหม่มีไม่น้อยที่สร้างภาพเก่ง รู้วิธีออกสื่อ พูดสุภาพเรียบร้อย แต่จิตใจอำมหิตแบบ “โจ้ ถุงดำ”

ตำรวจอ้างว่าทำเพื่อความสงบเรียบร้อย ของใคร ของอำนาจเถื่อน อำนาจไม่ชอบธรรม แต่อ้างกฎหมาย อ้างกระบวนการยุติธรรม ในความเป็นจริงประชาชนไม่ได้อยู่ใต้กฎหมาย แต่อยู่ใต้กระบวนการอำมหิตที่อ้างกฎหมาย บังคับให้ก้มหัวเพื่อความสงบเรียบร้อย

6 ตุลายุคนี้ ไม่ได้ใช้ปืนเข่นฆ่า ไม่ได้ใช้กระทิงแดงลูกเสือชาวบ้านแขวนคอ แต่ใช้อำนาจเผด็จการในกฎหมาย ใช้ความอยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรม จับกุมคุมขังไม่ให้ประกัน ลงทัณฑ์อำมหิต

โดยมีสลิ่มหยิบมือใช้เก้าอี้ฟาด ดึงพวกอยากให้ “บ้านเมืองสงบ” จะได้เปิดเมือง จะได้ทำธุรกิจ จะได้เล่นหุ้น ฯลฯ เข้าไปสนับสนุน เฉยชาต่อความอยุติธรรมเพื่อทำมาหากินเอาตัวรอด ทั้งที่ความฉิบหายเห็นอยู่ข้างหน้า ภายใต้รัฐราชการด้อยปัญญาผูกขาดอำนาจ

เราอยู่ในยุคที่รัฐราชการผนึกเป็นปึกแผ่น เพื่อรักษาสถานะเจ้านายประชาชน ผู้มีบุญคุณต่อประชาชนเป็นลำดับชั้น เป็น Consensus โดยอัตโนมัติที่รัฐราชการร่วมกันสนับสนุนระบอบประยุทธ์ แห่ชูป้ายต้อนรับนาย ออกคำสั่งปาไข่เน่ามีความผิด ตะโกนด่าก็ผิด ใช้รูปในเฟซก็ผิด

นี่ไม่ใช่แค่ “ใบสั่ง” แต่เพราะหากประเทศกลับเป็นประชาธิปไตย ก็จะไปสู่กระแสรื้อล้าง ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปทหาร ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปการศึกษา ล้างครูบ้าอำนาจ ออกข้อสอบโง่ๆ ปฏิรูปไปจนคณะสงฆ์ ที่เด้งพระโดยไม่มีเหตุผล

ดูเหมือนใหญ่โต น่ากลัว แต่ก็เสื่อมลงทุกกระบิ เพียงแต่คนจำนวนมากยังไม่ตระหนัก ยังคิดว่าระบอบนี้ไปต่อได้ จนกว่าหายนะไม่รู้ตัว

 

 

 

  • รัก
    6
  • ฮ่าฮ่า
    5
  • ว้าว
    7
  • เศร้า
    5